3 วิธียกระดับผู้หญิงธรรมดาให้กลายเป็นผู้นำที่เก่ง

 

ตั้งแต่เด็กจนโต แวนสู้และสร้างมาด้วยตัวเองตลอด โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยสนับสนุนไม่ห่าง และวันก่อน ซึ่งเป็นวัน International Women’s Day หรือวันสตรีสากล แวนมีโอกาสได้ไปเป็นแขกรับเชิญเพื่อพูดสร้างแรงบันดาลใจให้กับทีมงานบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่ง

สิ่งที่ประทับใจแวนมาก นอกจากจะรู้ว่าองค์กรนี้จะมีสัดส่วนผู้บริหารผู้ชายกับผู้หญิงเท่าๆ กันแล้ว ยังมีช่วงเวลาที่องค์กรแห่งนั้นได้เชิญผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จทุกเพศหลายท่าน มาแบ่งปันเรื่องราวการต่อสู้ของตัวเองจนกระทั่งมีวันนี้ ทำให้แวนนึกย้อนมาถึงตัวเองว่าสามารถสร้างตัวขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร มีธุรกิจของตัวเอง มีทีมงานที่เข้มแข็ง ทั้งๆ ที่เป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้มีแต้มต่อหรือความได้เปรียบคนอื่นๆ แต่อย่างใด

และแวนได้คิดทบทวน ตกผลึกถึงวิธีการที่จะปลดล็อคผู้หญิงที่ยังคงมองว่าตัวเองไม่สามารถเป็นผู้นำได้ ได้กล้าออกมาใช้ศักยภาพมากขึ้น และกล้าท้าทายตัวเองไปสู่บทบาทผู้นำในทุกๆ กลุ่มสังคม ดังนี้

1. กำจัดอคติออกไปให้หมด

ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ คลอด และเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ คนเราทุกคนต้องถูกปลูกฝังความเชื่อ ความคิด และทััศนคติมากมายจากประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิต และจากคนรอบข้าง ดังนั้นคุณอาจจะมีชุดข้อมูลความเชื่อบางอย่างที่ปิดกั้นศักยภาพคุณไว้

สิ่งหนึ่งที่แวนสังเกตได้จากคนจำนวนหนึ่ง คือความเชื่อที่ถูกสั่งสอนมาแต่อ้อนแต่ออกว่า เกิดเป็นผู้หญิง จงทำตัวให้คนเอ็นดู ถ่อมตน อย่ากร่าง อย่าแสดงความคิดเห็น อย่าเป็นผู้นำ เคารพผู้ใหญ่ ให้เกียรติคนอื่น และเกรงใจคนอื่นให้มาก แต่กลับไม่ได้รับการปลูกฝังให้ “เคารพและเห็นคุณค่าตัวเอง” พูดง่ายๆ คือ เราถูกสอนให้เคารพ ชื่นชมคนอื่น แต่เราไม่ได้ถูกสอนให้ชื่นชมและเชื่อในตัวเอง

อีกทั้ง ผู้หญิงหลายคนถูกสอนให้เป็นผู้ตามที่ดี แต่ไม่ได้ถูกสอนเพื่อเตรียมตัวเป็นผู้นำที่ดี ดังนั้น คนเหล่านี้จะเติบโตโดยปราศจากความเชื่อที่ว่าตัวเองจะสามารถเป็นฝ่ายดูแลคนอื่นและเป็นผู้นำคนอื่นได้ ทัศนคติและความเชื่อที่ว่านี้จึงสะท้อนออกมาที่การใช้ชีวิต การวางตำแหน่งตัวเองในความสัมพันธ์ แม้กระทั่งความทะเยอทะยานและการตั้งเป้าหมายในชีวิต

ความโชคดีของแวนคือการเติบโตมาด้วยภาพของแม่ที่เข้มแข็ง ขยัน มีเป้าหมาย กล้าตัดสินใจ และดูแลคนในครอบครัวได้ดี ในขณะเดียวกันพ่อก็ยังทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวได้ดี ดังนั้นแวนจึงไม่สร้างอคติเกี่ยวกับความเป็นผู้นำที่เอนเอียงไปยังเพศใดเพศหนึ่ง

ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหนก็ตาม จงใช้เวลาสังเกตอคติที่คุณมีต่อตัวเอง ความเชื่อบางอย่างที่สกัดกั้นไม่ให้ใช้ศักยภาพ เช่น “ฉันเป็นผู้หญิง” “ฉันเป็นเพศที่สาม” “ฉันเรียนจบไม่สูง” “บ้านฉันไม่รวย” “ฉันเก่งไม่เท่าคนอื่น” ฯลฯ แล้วยกความเชื่อเหล่านี้วางไว้ข้างๆ เพื่อให้คุณกะเทาะเข้าไปถึงชั้นในสุด ชั้นที่เห็นถึงคุณค่าที่แท้จริงของตัวเอง โดยปราศจากอคติใดๆ มาบดบัง รวมทั้งทำแบบนี้กับคนอื่นด้วย จงมองทะลุผ่านคติที่เป็นเปลือกเหล่านี้เข้าไป และเคารพกันด้วยคุณค่าข้างใน เมื่อทำได้เช่นนั้น ความกลัวและข้ออ้างของคุณจะลดลง และผลักดันให้คุณกล้าแสดงความสามารถที่เป็นคุณค่าจริงๆ มากขึ้น รวมถึงกล้าที่จะอยู่ในบทบาทผู้นำมากขึ้น
 

 


2. แสดงจุดยืน มากกว่าพยายามทำตัวน่าเอ็นดู

การถูกสั่งสอนให้ทำตัวน่ารักและเป็นผู้ตามที่ดีเพื่อจะได้มีคนเอ็นดูนั้น เป็นสิ่งที่ดี ไม่มีอะไรผิดนะคะ แต่หากการทำตัวให้น่ารักในสายตาคนอื่นหมายถึงคุณต้องฝืนตัวตน หน้ายิ้มทั้งที่ใจทุกข์ ปากบอกว่าชอบทั้งที่ในใจบอกว่าไม่ชอบ ถูกเอาเปรียบถูกรังแกแล้วก็บอกว่าไม่เป็นไร ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทนเอา แบบนี้ถือว่าคำสอนนั้นกำลังทำร้ายคุณอยู่ค่ะ

การปลดล็อคขั้นต่อมาคือคุณต้องซื่อสัตย์กับตัวตนที่แท้จริงของคุณ กล้าที่จะแสดงจุดยืนของตัวเองออกไปบ้าง ถึงแม้ว่าจะทำให้ใครบางคนไม่เอ็นดูคุณอีกแล้วก็ตาม นั่นก็จะกระตุ้นให้คุณกล้าเป็นตัวเอง สื่อสารรแบบตรงไปตรงมา ยอมรับทั้งข้อดีและข้อเสียของตัวเอง ซึ่งจะนำไปสู่การเคารพตัวเองได้อย่างแท้จริง

หากคุณใช้ชีวิตในแต่ละวันเพื่อมุ่งหวังจะเอาใจแต่คนอื่น คุณจะสนใจแต่ว่าคนอื่นรู้สึกต่อคุณยังไง คุณจะละเลยที่จะให้คุณค่ากับตัวเอง

จุดเริ่มต้นของผู้นำที่ยิ่งใหญ่นั้น ต้องเป็นผู้นำตัวเองให้ได้ก่อน
 

 


3. กล้าริเริ่ม กล้าตัดสินใจ ทั้งๆ ที่กลัว

ผู้นำคือผู้ที่กล้าริเริ่มทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ คุณสมบัติหนึ่งของผู้นำที่ยิ่งใหญ่คือความกล้าหาญ ไม่ว่าภายในของคุณจะกลัวหรือไม่มั่นใจ แต่ผู้นำจำเป็นต้องออกวิ่งก่อนเสมอ หากคุณอยากก้าวหน้าเติบโต บางครั้งคุณจำเป็นต้องกล้าตัดสินใจ ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ กล้าออกจากพื้นที่สบาย ออกไปเจอกับเสียงวิจารณ์ ความเสี่ยงต่อความล้มเหลว กล้ายืนอยู่ข้างหน้าสุดเพื่อเป็นผู้นำทัพ โดยไม่สนใจต่อเสียงคนรอบข้าง ที่อาจไม่เห็นด้วย ที่อาจเป็นห่วง หรือที่อาจดูแคลน

คุณอาจถูกเลี้ยงดูมาท่ามกลางการดูแลปกป้องอย่างดี มีคนตัดสินใจทุกอย่างในชีวิตให้ ไม่เคยมีประสบการณ์ความยากลำบาก แต่หากคุณตัดสินใจที่จะเป็นผู้นำที่เก่งและเข้มแข็งแล้ว คุณจำเป็นต้องยอมออกจากพื้นที่นั้น เพื่อเก็บเกี่ยวภาวะผู้นำจากชีวิตในอีกด้านที่มีความท้าทายเข้ามา

จำไว้ว่าอย่าเอากรอบความคิดที่แบ่งแยกว่า เพศอะไร วัยไหน หรือสถานะไหนมาจำกัดศักยภาพของตัวเอง สิ่งที่จะทำให้คุณเติบโตได้คือ ลืมสิ่งเหล่านั้นไว้ก่อน ตาจับจ้องที่เป้าหมายที่อยากจะได้ แล้วออกเดินทางไปตามล่าสิ่งนั้น

แน่นอนว่ามันไม่ใช่เส้นทางที่ง่ายหรือแสนสวย ปูด้วยก้อนอิฐสีทอง ข้างทางมีแต่สวนดอกไม้ แต่มันอาจเป็นทางที่มืดและเสี่ยงอันตราย และคุณจะถูกทดสอบอยู่เสมอ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่เลือกเดินเส้นทางนี้ แต่ใครจะรู้ว่าพอเดินทางนี้แล้ว คุณจะได้พบความสนุก ตื่นเต้น และท้าทายความสามารถ ซึ่งคนที่ไม่เคยสัมผัสทางนี้คงไม่มีวันเข้าใจ

เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่อยากใช้ศักยภาพตัวเองให้ถึงขีดสุดค่ะ

Share on Facebook
Share on Twitter
Please reload

บทความล่าสุด
Please reload